Banner-Unisteel

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสแตนเลสสตีล ( Stainless steel )

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสแตนเลสสตีล ( Stainless steel )
สแตนเลสสตีล

สแตนเลสสตีล ( Stainless steel )หรือเหล็กกล้าไร้สนิมเป็นวัสดุโลหะที่ได้รับความนิยมมากในโลกของทางโลหกรรม เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมทั้งในด้านการต้านทานการสนิมและความแข็งแรง โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นหรือสารเคมีที่มีศักยภาพทำให้โลหะสนิมได้ง่าย ส เเ ตน เล สได้รับชื่อว่า “ไร้สนิม” เนื่องจากความทนทานต่อการสนิมที่สูงมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการสร้างฟิล์มโครเมียมออกไซด์บนผิวโลหะ ดูสินค้าทั้งหมด

ในสถานการณ์ปกติ สเเตนเลสจะไม่ถูกทำลายด้วยสนิม เนื่องจากฟิล์มโครเมียมออกไซด์จะปกป้องผิวโลหะไว้ ฟิล์มนี้เกิดจากปฏิกิริยาของโครเมียมในสแตนเลสสตีลกับออกซิเจนในอากาศ ทำให้ได้ฟิล์มบางๆที่ช่วยปกป้องการกัดกร่อนและลดความเสียหายในการใช้งาน

สาเหตุสเเตนเลสต่อการเกิดสนิมมีต้นตอจากการทำลายฟิล์มโครเมียมออกไซด์บนผิวโลหะ โดยสเเตนเลสอาจเกิดสนิมได้ในกรณีที่ฟิล์มนี้ถูกทำลาย เช่น ในบริเวณที่ถูกขีดข่วนหรือที่มีความชื้นสูง ทำให้เกิดการตอบสนองกับธาตุเหล็กและเกิดการสนิม

เราสามารถแยกแยะประเภทของสเเตนเลสจากเลขรหัสตามมาตรฐาน AISI เช่น 304, 304L, 316, 316L ซึ่งระบุถึงส่วนผสมของโลหะที่ถูกผสมในสแตนเลส สตีล แต่ละเกรดมีคุณสมบัติและความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่างกัน.

สแตนเลสสตีลเป็นวัสดุที่มีความทนทานต่อการสนิมและมีความแข็งแรงสูง ทำให้เป็นวัสดุที่ได้รับการนำมาใช้ในหลายๆ งานในทางโลหกรรมและชีวิตประจำวัน

ผิวของสแตนเลสสตีล ( Stainless steel )

ผิวของสแตนเลสสตีลมีลักษณะที่หลากหลายและได้รับการปรับปรุงด้วยกระบวนการต่างๆ เพื่อให้ได้ลักษณะที่ตรงตามการใช้งานและความต้องการของลูกค้าต่างๆ ต่อไปนี้คือลักษณะของผิวสแตนเลสสตีลที่พบได้บ่อย

  1. No.1 – รีดร้อนหรือรีดเย็น / อบอ่อน: ผิวนี้ได้รับการรีดโดยใช้ความร้อนหรือรีดเย็น และปรับปรุงผ่านกระบวนการอบอ่อน เคลือบคราบออกไซด์ไม่ได้และมีความทนทานที่ดีต่อความร้อน ใช้งานทั่วไปที่ต้องการความทนทาน
  2. 2D – สภาพผิว 2D: ผิวนี้ผ่านการรีดเย็นโดยลดความหนาลง และผ่านการอบอ่อนและการกัดผิวโดยกรด มีลักษณะเงาสีเทาเงินเรียบ
  3. 2B – ผิว 2D: ผิวนี้ผ่านการลูกรีดขนาดใหญ่กดทับปรับความเรียบ มีเงาผิวเงาสะท้อนปานกลาง ส่วนมากจะใช้ในงานทั่วไป
  4. BA – ผิวมันเงา: ผิวนี้ผ่านกระบวนการรีดเย็นโดยความหนาลดลงทีละน้อยๆ ผ่านการอบอ่อนด้วยก๊าซไฮโดรเจน เป็นผิวมันเงาที่สะท้อนความเงาได้ดี ใช้ในงานสถาปัตยกรรมที่ต้องการผิวสะท้อน
  5. No.4 Hair Line – สภาพผิว 2B ที่ผ่านการจัดถูด้วยกระดาษทราย: ผิวนี้เป็นผิวที่ได้จากการลัดด้วยกระดาษทราย มีความหยาบขึ้นตามลำดับขึ้นอยู่กับแรงกดและขนาดของอนุภาคเม็ดทราย
  6. No.8 – สภาพผิว 2B, BA ขัดด้วยผ้าขัด: ผิวนี้ขัดด้วยผ้าขัดละเอียดมากๆ เช่น #1000, มีลักษณะเงาสะท้อนคล้ายกระจกเงา ใช้ในงานตกแต่งทางด้านสถาปัตยกรรมที่เน้นความสวยงาม

ผิวของสแตนเลสสตีลเป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อลักษณะและการใช้งานของผลิตภัณฑ์ การเลือกใช้ผิวที่เหมาะสมกับงานที่ต้องการเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าและแบบงานที่กำลังทำ ดูสินค้าทั้งหมด

การกัดกร่อนของสแตนเลสสตีล ( Stainless steel )

สแตนเลสสตีลเป็นวัสดุที่มีความทนทานและต้านทานการกัดกร่อนอย่างดีเยี่ยม แต่ก็ยังควรพิจารณาปัจจัยต่างๆที่สามารถทำให้เกิดการกัดกร่อนได้ ดังนี้:

  1. การกัดกร่อนทั่วไป (General corrosion): เป็นการกัดกร่อนที่เกิดตลอดทั่วผิวหน้าของสแตนเลสสตีล มักเกิดในสภาวะที่มีสารละลายที่มีความเป็นกรด-เบส เพียงที่มีอัตราการกัดกร่อนต่ำ
  2. การกัดกร่อนเนื่องจากความต่างศักย์ไฟฟ้า (Galvanic corrosion): เกิดเมื่อสแตนเลสสตีลตกค้างในสภาวะที่มีโลหะอื่นๆที่มีศักย์ไฟฟ้าแตกต่าง การควบคุมสภาพแวดล้อมและการเลือกวัสดุให้เหมาะสมสามารถลดการกัดกร่อนแบบนี้ได้
  3. การกัดกร่อนแบบสึกกร่อน (Erosion corrosion): เกิดจากการสึกหรอหรือการขัดถู ควรเลือกใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงสูงและสามารถทนทานการสึกหรอได้
  4. การกัดกร่อนในสภาพแวดล้อมที่มีจุลชีพ (Microbiologically Induced Corrosion : MIC): เกิดจากจุลชีพที่สามารถทำลายสแตนเลสสตีลได้ การควบคุมการเจริญของจุลชีพและการทำความสะอาดสภาพแวดล้อมสามารถลดการกัดกร่อนนี้
  5. การกัดกร่อนตามขอบเกรน (Intergranular corrosion): เกิดในขอบเกรนของสแตนเลสสตีลที่ได้รับความร้อนสูง การเลือกใช้เกรด L หรือเกรดที่มีความสามารถในการป้องกันการกัดกร่อนแบบนี้สามารถลดลงได้
  6. การกัดกร่อนในพื้นที่อับหรือถูกปกปิด (Crevice corrosion): เกิดในพื้นที่ที่ถูกปิดกั้นออกซิเจน เช่น รอยต่อ ควรเลือกวัสดุที่ไม่มีพื้นที่อับหรือใช้วัสดุที่ทนทานการกัดกร่อนในสภาพที่ถูกปิด
  7. การกัดกร่อนในสภาพแวดล้อมที่มีจุลชีพ (Microbiologically Induced Corrosion : MIC): การเลือกใช้วัสดุที่มีความต้านทานต่อการทำลายจากจุลชีพสามารถลดการกัดกร่อนนี้
  8. การแตกร้าวเนื่องจากการกัดกร่อนภายใต้แรงเค้น (Stress Corrosion Cracking : SCC): เกิดในสภาพแวดล้อมที่มีความเค้นบรรยายให้แก่วัสดุ การเลือกใช้วัสดุที่ต้านทานการกัดกร่อนแบบ SCC และลดแรงเค้นสามารถลดการเกิดการกัดกร่อนนี้

การทำความเข้าใจและการเลือกใช้สแตนเลสสตีลในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะประสบความสำเร็จในการป้องกันการกัดกร่อนและรักษาคุณภาพของวัสดุในระยะยาว การตรวจสอบและดูแลรักษาสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อสแตนเลส สตีลเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในการรักษาความทนทานของวัสดุนี้ในการใช้งานทุกรูปแบบและสถานการณ์

Stainless steel

ประโยชน์ของการใช้งานสแตนเลสสตีล ( Stainless steel )

การใช้งานสแตนเลสสตีลนั้นมีประโยชน์มากมายในหลายแง่ด้าน ทำให้เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมและนำมาใช้ในหลากหลายงานได้ดังนี้

  1. ใช้ในสิ่งแวดล้อมที่กัดกร่อน (Corrosive Environment): สแตนเลสสตีลเป็นวัสดุที่มีความทนทานต่อการกัดกร่อนอย่างดี เหมาะสำหรับใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีสารละลายที่เป็นกรดหรือเบสหรือมีความชื้นสูง ซึ่งทำให้เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่มีการติดต่อกับสารละลายที่สามารถทำลายวัสดุอื่นๆได้
  2. งานอุณหภูมิเย็นจัด ป้องกันการแตกเปราะใช้งานอุณหภูมิสูง (High temperature): สแตนเลสสตีลมีความทนทานต่ออุณหภูมิสูง และไม่แตกเปราะในสภาพอุณหภูมิต่ำ ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในทั้งสภาพแวดล้อมที่เย็นจัดหรือร้อนจัด
  3. ป้องกันการเกิดคราบออกไซด์ (Scale) และยังคงความแข็งแรง: การใช้สแตนเลสสตีลช่วยลดการเกิดคราบออกไซด์ที่สามารถเกิดขึ้นในสภาพน้ำและสารละลายที่มีอุณหภูมิสูง ทำให้รักษาความแข็งแรงของวัสดุได้
  4. มีความแข็งแรงสูงเมื่อเทียบกับมวล (High strength vs. mass): สแตนเลสสตีลเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงสูงเมื่อเทียบกับมวลของวัสดุนั้นๆ ทำให้เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรงและการทนทานที่ดี
  5. งานที่ต้องการสุขอนามัย (Hygienic condition) ต้องการความสะอาดสูง: สแตนเลสสตีลเป็นวัสดุที่ไม่มีรู ช่องโพรงที่จะเก็บสารสกัด ทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและเหมาะสำหรับใช้ในงานที่ต้องการความสะอาดสูง เช่น ในอุตสาหกรรมอาหารและเภสัชกรรม
  6. งานด้านสถาปัตยกรรม (Aesthetic appearance): สแตนเลสสตีลมีลุคที่ดีและไม่เป็นสนิม ทำให้เหมาะสำหรับการนำมาใช้ในงานที่ต้องการลุคที่สวยงามและไม่ต้องการการบำรุงรักษาที่ซับซ้อน
  7. ไม่ปนเปื้อน (No contamination) ป้องกันการทำปฏิกิริยากับสารเร่งปฏิกิริยา: สแตนเลสสตีลไม่ปนเปื้อนหรือเปลี่ยนแปลงสารสำคัญที่อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงปรารถนาในกระบวนการผลิตหรือการใช้งาน
  8. ต้านทานการขัดถูแบบเปียก (Wet abrasion resistance): สแตนเลสสตีลมีความต้านทานต่อการขัดถูแม้ในสภาพที่มีความเปียก ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความทนทานต่อการขัดถู

การใช้งานสแตนเลสสตีลไม่เพียงแค่เพิ่มประสิทธิภาพและความทนทานของวัสดุในงานต่างๆ เท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อความทนทานและความคงทนของผลิตภัณฑ์หรือโครงสร้างที่นำไปใช้ด้วย เนื่องจากสแตนเลส สตีลมีคุณสมบัติที่น่าทึ่งต่อการใช้งานในสถานการณ์ต่างๆ ทำให้เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมและนำมาใช้งานในตลาดอุตสาหกรรม

การเลือกใช้หรือซื้อสแตนเลสสตีล ( Stainless steel )

การเลือกใช้หรือซื้อสแตนเลสสตีลเป็นกระบวนการที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีผลต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์หรือโครงสร้างที่นำไปใช้ ผู้ซื้อหรือผู้ใช้ควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลายๆ ด้าน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีสติและแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ดี ดังนี้

  1. ความรู้เกี่ยวกับวัสดุ: การทราบถึงคุณสมบัติของสแตนเลสสตีล ทั้งความทนทานต่อการกัดกร่อน ความแข็งแรง และความเหมาะสมในการใช้งานต่างๆ จะช่วยในการตัดสินใจในการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมกับงานนั้นๆ ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาในระยะยาว
  2. ความรู้เรื่องเกรดของวัสดุ: การเลือกใช้เกรดของสแตนเลสสตีลที่เหมาะสมกับงาน เช่น ส เเ ตน เล สเกรด 304 หรือ 316 จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการกัดกร่อนหรือปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ การเลือกใช้เกรดที่เหมาะสมยังสามารถช่วยประหยัดราคาได้
  3. ความรู้ในการออกแบบ: การทราบถึงความต้องการของงาน และการออกแบบที่ดีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการประกอบ การให้ความสำคัญกับรายละเอียดในการออกแบบย่อมทำให้การผลิตเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
  4. ความรู้ในการตกแต่งผิว: การให้ความสำคัญกับการตกแต่งผิวของสแตนเลสสตีลที่ใช้ในโครงสร้างหรือผลิตภัณฑ์สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ และทำให้ดูสวยงามมีความน่าสนใจ
  5. การประยุกต์ใช้ในงานตกแต่งหรืองานเครื่องใช้ภายในบ้าน: การใช้สแตนเลสสตีลในการผลิตอุปกรณ์หรือโครงสร้างภายในบ้าน ไม่เพียงทำให้ดูสวยงาม แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงหรือแก้ไข เนื่องจากสเเตนเลสมีความทนทานต่อการกัดกร่อนและมีอายุการใช้งานที่นาน
  6. การใช้การวางแผนการผลิต: การวางแผนการผลิตที่ดีจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยการจัดการกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
  7. วิธีทำความสะอาดสแตนเลสสตีล: การทราบถึงวิธีทำความสะอาดสแตนเลสสตีลที่ถูกต้องจะช่วยในการรักษาความสะอาดและสวยงามของวัสดุนานนา

การเลือกใช้หรือซื้อสแตนเลสสตีลไม่เพียงแค่เรื่องการเลือกวัสดุเพื่อตอบสนองความต้องการของงานเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับความรู้และความเข้าใจทั้งทางเทคนิคและศิลปะ ด้วยความรู้เหล่านี้ผู้ซื้อหรือผู้ใช้สามารถทำให้การเลือกใช้ส เเ ตน เล ส สตีลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดทรัพยากรได้มากยิ่งขึ้น

เกร็ดความรู้ในการใช้สแตนเลสสตีล ( Stainless steel )

ค่าการนำความร้อน (Thermal conductivity): สแตนเลสสตีลทุกชนิดมีค่าการนำความร้อนที่ต่ำกว่าเหล็กกล้าคาร์บอนมาก โดยเฉพาะส เเ ตน เล สเกรดที่มีส่วนผสมโครเมียมเท่านั้น (plain chromium steel) ซึ่งมีค่าการนำความร้อนเพิ่มขึ้นถึงแค่ +_1/3 และเกรดออสเทนนิติกที่มีค่าการนำความร้อนเพิ่มขึ้นถึง +_1/4 ของเหล็กกล้าคาร์บอน ส่งผลให้ส เเ ตน เล สมีประสิทธิภาพในการควบคุมปริมาณความร้อนเมื่อต้องทำงานในสภาพอุณหภูมิสูง โดยเฉพาะเมื่อต้องการให้ความร้อนเป็นระยะเวลานานขึ้น เช่นในกระบวนการเชื่อม

สัมประสิทธิ์การขยายตัว (Expansion coefficient): สแตนเลสสตีลที่มีส่วนผสมโครเมียมอย่างเดียวจะมีสัมประสิทธิ์การขยายตัวที่คล้ายกับเหล็กกล้าคาร์บอน แต่เกรดออสเทนนิติกจะมีสัมประสิทธิ์การขยายตัวสูงกว่าเหล็กกล้าคาร์บอนถึง 1½ เท่า นั่นหมายความว่าการใช้สแตนเลส สตีลในโครงสร้างหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวต้องพิจารณาความสอดคล้องกับการใช้งานร่วมกันของวัสดุ โดยเฉพาะในการผลิตท่อแลกเปลี่ยนความร้อน (heat exchanger) ระหว่างเปลือกโครงสร้างเหล็กกล้าคาร์บอนและท่อออสเทนนิติก

ฟิล์มป้องกันและการสร้างฟิล์ม (Passive film): สแตนเลสสตีลมีฟิล์มบางๆ ที่ทำหน้าที่ต้านทานการกัดกร่อน การรักษาความสมบูรณ์ของฟิล์มป้องกันเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยผู้ใช้ควรระมัดระวังเรื่องต่างๆ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสรุนแรงทางกล
  • ซ่อมปรับปรุงพื้นที่ที่มีผลต่อการเสียหาย เช่น บริเวณที่เกิดสะเก็ดหรือคราบออกไซด์ เพื่อลดโอกาสเกิดอุณหภูมิสูงใกล้เส้นเชื่อม
  • ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและรักษาความสมบูรณ์ของฟิล์มป้องกัน โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การแช่กรดเพื่อกำจัดคราบจากออกไซด์ (pickling) หรือการใช้ทรายเบอร์เลอร์ในการลบคราบ
  • แน่ใจว่ามีการให้ออกซิเจนเพียงพอและสม่ำเสมอที่ผิวของสแตนเลสสตีล
  • รักษาการเสียหายที่ผิวเนื่องจากการเสียดสี โดยการลดแรงเสียดสีและใช้น้ำมันหล่อลื่นหรือเคลือบผิวเพื่อลดการบดกับผงฝุ่นและเม็ดทราย

การปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวจะช่วยให้การใช้งานสแตนเลสสตีลมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ดูสินค้าทั้งหมด

ส เเ ตน เล ส

สรุปเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสแตนเลสสตีล ( Stainless steel )

สแตนเลสสตีล ( Stainless steel)มีคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่กัดกร่อน, ทนทานต่ออุณหภูมิสูง, และคงความแข็งแรง ความรู้ในการเลือกเกรด, การออกแบบ, และการรักษาเป็นสิ่งสำคัญ การใช้สแตนเลส สตีลช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงและเสริมคุณค่าในด้านการดูแลรักษาและดีไซน์ การใช้งานไม่เพียงแต่มีประโยชน์ทางวัสดุ แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพและอายุการใช้งาน ปรึกษาฟรี LINE ID @unisteel

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสแตนเลสสตีล ( Stainless steel)

เกรดของสแตนเลสมีผลต่อการใช้งานอย่างไร?

เกรดของสแตนเลสมีผลต่อความทนทานต่อการกัดกร่อนและอุณหภูมิ การเลือกใช้เกรดเหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงและประหยัดค่าใช้จ่าย

การรักษาผิวสเตนเลสทำอย่างไรเพื่อป้องกันการกัดกร่อน?

การรักษาผิวสเตนเลสเพื่อป้องกันการกัดกร่อนทำโดยหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่สร้างความเสี่ยง ซ่อมบำรุงพื้นที่ที่มีการสูญเสีย และรักษาความสมบูรณ์ของฟิล์มป้องกัน

สแตนเลสมีคุณสมบัติการนำความร้อนและการขยายตัวเป็นอย่างไร?

สแตนเลสมีค่าการนำความร้อนต่ำและการขยายตัวต่ำ ทำให้เหมาะสำหรับงานที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิและการขยายตัว

บทความที่น่าสนใจ